|
วิธีการค้นพบและการต่อยอดความสนใจ / ความถนัดในตัวผู้เรียน
โต๊ะกลมพ่อแม่ครั้งที่ ๑ : วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๑
เมื่อวันอาทิตย์ ๑๙ ตุลา ถือว่าเป็นครั้งแรกของกิจกรรมโต๊ะกลมพ่อแม่อีกด้วย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.จิรัฐกาล และ ดร.ศุภชัย พงศ์ภคเธียร ที่ปรึกษาของกลุ่มจิตตปัญญา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านจิตใจและจิตวิญญาณในตัวบุคคล ร่วมเป็นวิทยากรนำกิจกรรม
เริ่มต้นขึ้นด้วยการแนะนำตัวให้ได้รู้จักกันและบอกเล่าถึงการเรียนรู้ของลูก ครอบครัวที่เราได้พบปะในวันนี้มีทั้งครอบครัวบ้านเรียนและร่วมเรียนรู้ ลูกหลายวัยหลายช่วงชั้น ตั้งแต่เดินเตาะแตะจึงถึงระดับมหาวิทยาลัย บางครอบครัวประสบปัญหาการเรียนรู้ วันนี้จึงอยากมาหาคำตอบว่าจะดึงความสนใจและต่อยอดความถนัดของลูกอย่างไร และครอบครัวร่วมเรียนรู้ก็ต้องการความรู้เรื่องโฮมสคูลกลับไปใช้เช่นกัน

โลกต้องเริ่มหันมามองกันแล้วว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดจากการศึกษาที่ขาดเรื่องของจิตใจ วันนี้จึงอยากให้ทุกคนได้ย้อนทบทวนประสบการณ์การเรียนรู้ของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ถ่ายทอดไปสู่ลูก สิ่งที่เราสอน เลี้ยงดู พูด และปฏิบัติกับลูกนั้นมาจากตัวเราเองทั้งสิ้น เด็กมิได้เป็นตามสิ่งที่เราสอนแต่เขาเป็นตามที่เราเป็น
กระบวนการนี้เรียกว่า บอกเล่าชีวิตวัยเยาว์ โดยให้จับคู่และผลัดกันเล่าเรื่องวัยเยาว์ตั้งแต่จำความได้จนจบชั้นมหาวิทยาลัย ในขณะที่คู่ของเราเล่าอยู่นั้น ผู้ฟังต้องฟังอย่างลึกซึ้งด้วยใจ เพราะสารที่ถ่ายทอดออกมามีความรู้สึกจากทั้งสีหน้า ท่าทาง และแววตา ให้ผู้ฟังฟังอย่างเปิดใจ รับเอาคนที่อยู่ข้างหน้ามานั่งอยู่ในใจเรา เมื่อฟังจบแล้วให้เล่ากลับว่าได้ยินสิ่งใดโดยไม่ใส่อารมณ์เข้าไป และเล่าเรื่องของตัวเองกลับไปบ้าง ฝ่ายที่รับฟังก็เล่ากลับเช่นเดียวกัน

ทุกคนได้กล่าวว่า ในขณะที่ได้ทบทวนชีวิตนั้น บางอย่างอาจจะลืมไปเสียแล้ว เราได้กลับมารื้อฟื้นสิ่งที่เก็บอยู่ในใจ ฝ่ายที่ฟังได้สังเกตเห็นว่า เรื่องราวนั้นได้เหมือนกับฟังเรื่องของตนเอง ซึ่งสะท้อนใจและอาจจะทำให้สะเทือนใจ เหมือนกับว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้มองเห็นตัวเองชัดขึ้นเปรียบเป็นกระจกสะท้อนตัวเรา สิ่งที่เราเห็นในอีกฝ่ายนั้นเป็นสิ่งที่เราอยากให้มีให้เป็นในตัวลูก บางท่านก็กล่าวว่าได้เปิดสิ่งที่ค้างคาใจ เหมือนได้สารภาพบาป ฉายภาพสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ทำให้มาย้อนมองตัวเองว่า เราได้ปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นไปบ้างแล้วหรือยัง
วิทยากรสรุปว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ขณะที่ฟังนั้นมีการตัดสินและให้คุณค่าอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่ามีอารมณ์ร่วมหรืออาจจะขัดแย้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับทุกคนรวมไปถึงคู่ชีวิตและลูกของเราเอง จึงต้องถามว่า เราเคยฟังคนใกล้ชิดอย่างลึกซึ้งแค่ไหน เคยได้เปิดใจฟังและทำความรู้สึกแบบนี้กับลูกเราหรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้รับฟังความรู้สึกและเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากลูก ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่มีบทเรียนที่มีคุณค่าในชีวิตกันทั้งนั้น บางสิ่งที่เด็กแสดงออกมาก็เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่คาดคิด แต่นั้นก็มาจากความบริสุทธิ์ในตัวเขา ดังนั้นเราจึงควรให้เด็กเป็นตัวตั้ง พ่อแม่เป็นผู้เอื้อให้เขาเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงของเขาเอง
เมื่อได้เห็นว่าเราผ่านการเรียนรู้อะไร จากใคร ที่ไหน อย่างไร หล่อหลอมให้เราเป็นตัวเราอย่างทุกวันนี้ ตอนนี้จึงอยากให้ทุกคนย้อนดูลูกของเราบ้าง โดยกระบวนการต่อไปคือ วาดภาพช่วงชีวิตของลูก เนื่องจากวันนี้ลูกมีหลายช่วงวัย จึงได้แบ่งกลุ่มออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ลูกอยู่ในวัยต่ำกว่าระดับมัธยม และกลุ่มที่ลูกอยู่ระดับมัธยมขึ้นไป สิ่งที่วาดคือช่วงชีวิตของลูกตั้งแต่ช่วงที่เขาเข้ามาอยู่ในชีวิตของพ่อแม่ตั้งแต่เล็กๆ จนเริ่มพูด เดิน วิ่ง เติบโตขึ้น เรียนรู้โลกที่กว้างขึ้น รวมไปถึงเหตุการณ์ที่เด่นในความทรงจำ และให้ทุกท่านเล่าสู่กันฟังว่าได้เลี้ยงดูลูกมาอย่างไร

เมื่อเราได้ย้อนถึงลูกและแลกเปลี่ยนกับท่านอื่นแล้ว ได้เห็นว่าพ่อแม่แต่ละคนเลี้ยงลูกด้วยความตั้งใจและเต็มไปด้วยความรัก โดยมีความเชื่อมั่นที่จะเลี้ยงดูด้วยตนเอง เหมือนกับการแบกหิน แต่การแบกหินนั้นคือการสร้าง แต่ละครอบครัวก็มีวิธีที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมาจากตำรา ประสบการณ์ตัวเอง หรือคนรอบข้าง จนเติบโตมาเป็นลูกของเรา แต่พ่อแม่เองก็ยังคงกังวลอยู่ว่าต่อจากนี้จะพาลูกไปในทิศทางใด ซึ่งทุกสิ่งตั้งใช้กำลังและเวลา นั่นคือสิ่งที่เหล่าพ่อแม่ได้สังเกตเห็นร่วมกัน
แล้วสิ่งที่พ่อแม่อยากให้ลูกมี คืออะไร?? หลายท่านได้กล่าวว่า โลกอนาคตกำลังจะเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าขึ้นไปอีก จะมีหลายสิ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารรถคาดเดาได้ สิ่งที่เราเคยเรียนรู้จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย เมื่อความหลากหลายมากขึ้น เราต้องคิดเชิงบวกและมีความสร้างสรรค์ให้มากขึ้น ต้องมีการปรับตัว และเรียนรู้ที่จะอยู่รอดกับสภาพแวดล้อมในอนาคตได้อย่างแข็งแรงและเข้มแข็ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดนั้นคือด้านจิตใจ เราต้องค้นหาความสุขให้กับตัวเอง สุขใดจะเท่าสุขใจ ต้องดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในทุกสภาพแวดล้อมที่เราจะเจอ
บนความกังวลของพ่อแม่นั้น อาจจะหลงลืมบางสิ่งไป นั่นคือรากของต้นไม้ ถ้ารากมั่นคง และแข็งแรง ต้นไม้ก็จะหาทิศทางเติบโตผลิดอกออกผลสวยงาม แต่เมื่อใดที่รากถูกทำลาย ต้นไม้คงเติบโตไม่ได้ ถ้าลูกได้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เกิดมาเพื่อสิ่งใด เป้าหมายในชีวิตคืออะไร เขาจะมีทิศทางการเดินที่ถูกต้อง การที่ทำให้เขาได้กลับมารู้จักข้างในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เขาจะค้นพบว่าศักยภาพในตัวคืออะไร ควรพัฒนาไปทิศทางไหน และจะสร้างความสุขให้กับตัวเองได้อย่างไร ซึ่งพ่อแม่ทุกคนมีวิธีที่จะสร้างรากฐานให้แข็งแรงและให้ลูกเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ โดยที่ไม่ต้องไปเคร่งเครียด ให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสนใจและมีความสุขในบรรยากาศที่เป็นสุข พ่อแม่คอยเป็นผู้สนับสนุนที่ดีและคอยให้กำลังใจเขาตลอดเวลา
นั่นคือบทสรุปที่พ่อแม่ต้องกลับไปคิดว่ารากของครอบครัวแข็งแรงแล้วหรือยัง เพื่อเป็นฐานให้กับลูกในการช่วยค้นพบสิ่งที่เขาต้องการ และสร้างความสุขในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต่อไป
|