|
แนวทางการจดทะเบียนตามกฎกระทรวง |
|
|
|
|
การจดทะเบียนขอจัดการศึกษาโดยครอบครัว |
|
|
|
หน้าที่ของครอบครัว บิดามารดา หรือบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ประสงค์จะจัดการศึกษา ให้ยื่นคำขออนุญาตซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วนต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ครอบครัวมีภูมิลำเนา ภูมิลำเนา หมายความว่า ที่อาศัยที่ปรากฏตามทะเบียนบ้าน หรือถิ่นที่พักอาศัยเป็นประจำอยู่ในปัจจุบัน รายละเอียดประกอบคำขออนุญาต ประกอบด้วย - ชิ่อ ชื่อสกุลของครอบครัว (บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง) - ชื่อ ชื่อสกุลของผู้เรียน (บุตรหรือบุคคลผู้อยู่ในปกครองของครอบครัว) - สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้านของครอบครัวและผู้เรียน - ที่ตั้งและแผนผังสถานที่ซึ่งใช้จัดการศึกษา (บ้าน) - สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่า มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าของผู้จัดการศึกษา (บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากครอบครัวให้จัดการศึกษา) หรือคำรับรองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการจัดการศึกษา - ระดับและประเภทการจัดการศึกษา (ก่อนประถม/ประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย) - แผนการจัดการศึกษาของครอบครัว กำหนดตามหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กรณีหากไม่ได้รับการอนุญาตตามคำขอ ให้ทำหนังสือยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา
หน้าที่ของสำนักงานฯ + พิจารณารายละเอียดความครบถ้วนถูกต้องตามรายะเอียดประกอบคำขออนุญาต + เสนอคำขออนุญาตจัดการศึกษาให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาโดยเร็ว และแจ้งผลการพิจารณาแก่ครอบครัวที่ยื่นขออนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาตจัดการศึกษา + กรณีคำขอไม่ได้รับการอนุญาต ให้แจ้งสิทธิ์ วิธีปฏิบัติ และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวในการยื่นอุทธรณ์ พร้อมทั้งติดตามและแจ้งผลการพิจารณาการอุทธรณ์แก่ครอบครัวทันทีที่ทราบผล |
|
|
|
|
|
การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล |
|
|
|
หน้าที่ของครอบครัว - ดำเนินการจัดการศึกษาเรียนรู้ไปตามแผนการศึกษาของครอบครัว - ดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการวัดผลและประเมินผลของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่อาจมีการปรับจุดเน้นของสาระและปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ได้ตามพัฒนาการของตัวผู้เรียน - จัดทำรายงานการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนและสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามที่สำนักงานฯ กำหนด อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง - ปรับปรุงการจัดการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด หากได้รับคำแนะนำให้ดำเนินการปรับปรุงจากทางสำนักงานฯ - กรณีถูกสั่งให้เลิกจัดการศึกษา โดยที่เห็นว่าเป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ครอบครัวสามารถดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องร้องตามกระบวนการทางกฎหมาย
หน้าที่ของสำนักงานฯ + จัดให้มีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ในกรณีผู้เรียนไม่ผ่านการวัดผลและประเมินผลดังกล่าว ให้แจ้งให้ครอบครัวจัดให้มีการเรียนซ่อมเสริมแก่ผู้เรียน และจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด + กรณีที่เห็นว่าครอบครัวไม่จัดการศึกษาตามแผนการจัดการศึกษาที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ ให้แนะนำให้ครอบครัวนั้นปรับปรุงการจัดการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด หากครอบครัวไม่ดำเนินการให้เสนอต่อคณะกรรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อพิจารณาให้ครอบครัวนั้นเลิกจัดการศึกษา และร่วมกับครอบครัวในการจัดหาสถานที่เรียนใหม่ให้กับผู้เรียน + แนวคิดสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงในการดำเนินการเกี่ยวกับวัดผลและประเมินผลการศึกษาโดยครอบครัว ได้แก่ ๑. เนื่องจากการศึกษาโดยครอบครัวเป็นการศึกษาของผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีพัฒนาการไปตามธรรมชาติและศักยภาพของตัวผู้เรียน ในการวัดและประเมินผลตามหลักเกณฑ์และวิธีการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ครอบครัวสามารถปรับจุดเน้นของสาระการเรียนรู้ และปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมของตัวผู้เรียน ศักยภาพที่เป็นจุดเด่นอาจไปได้เร็วกว่าเกณฑ์ปกติ ในขณะที่บางเรื่องบางสาระที่ไม่ถนัดอาจต้องการเวลาในการพัฒนามากกว่าเกณฑ์ปกติเช่นกัน ในการวัดผลและประเมินผลจึงต้องมีการยืดหยุ่นไปตามสภาพที่เป็นจริง อย่างมุ่งให้เห็นในทางพัฒนาการของตัวผู้เรียน ไม่ใช่การยึดตามสาระและมาตรฐานของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างตายตัว ๒. ใช้วิธีการวัดและประเมินผลให้ถูกต้องตามหลักการ การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้ทิศทางพัฒนาตนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป (ไม่ใช่การประเมินผลอย่างเป็นการตัดสินได้-ตก ผ่าน-ไม่ผ่าน ซึ่งเป็นความผิดพลาดสำคัญที่จะต้องแก้ไขของการวัดผลประเมินผลในระบบการศึกษาที่ผ่านมา) เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการวัดผลประเมินผลจึงจะต้องมีความหลากหลาย ให้สามารถรู้ถึงพัฒนาการในทุกๆ ด้าน ไม่ใช้แต่เพียงข้อสอบหรือแบบทดสอบ และหลักฐานที่ใช้แสดงร่องรอยของการเรียนรู้ตามหลักการประเมินตามสภาพจริงจะได้แก่หลักฐานประเภท สมุดบันทึกการจัดการเรียนรู้ของพ่อแม่ สมุดบันทึกของผู้เรียน สมุดภาพ แฟ้มสะสมงาน รายงานการจัดทำโครงงาน เป็นต้น รวมทั้งข้อค้นพบจากการสังเกตลูกอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการบอกถึงพัฒนาการของตัวเด็ก |
|
|
|
|
|
ตัวอย่างโครงสร้างหัวข้อ ที่ควรระบุไว้ใน รายงานการการดำเนินงานจัดการศึกษาของครอบครัว |
|
|
|
(๑) ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัว ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน (๒) สรุปการดำเนินงาน ตามแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ แนวทางการจัดกระบวนการ/กิจ กรรมการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผล (๓) สรุปผลของการดำเนินงาน พัฒนาการของผู้เรียนในด้านต่างๆ (๔) จุดเด่น/ความสำเร็จที่สำคัญของการจัดการศึกษา (๕) ปัญหาอุปสรรค/จุดที่ควรพัฒนา (๖) เป้าหมาย/มาตรฐานการเรียนรู้ และแนวทางการจัดการเรียนรู้ในปีต่อไป (๗) หลักฐานที่แสดงร่องรอยและพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน การรับรองผลสำเร็จของการศึกษา
หน้าที่ของสำนักงาน + พิจารณาผลการผ่านช่วงชั้น และการจบการศึกษาตามระดับการศึกษาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน + ออกหนังสือรับรอง/หลักฐานการจบการศึกษาแก่ผู้เรียน โดยผู้สำเร็จการศึกษาจากการศึกษาโดยครอบครัวนี้ มีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทุกประการ + ผู้เรียนสามารถใช้หลักฐานการสำเร็จการศึกษาดังกล่าว เป็นหลักฐานการสมัครงานหรือเข้าศึกษาต่อในระบบในระดับที่สูงขึ้นไปได้ แต่หากเป็นการกลับเข้าศึกษาในโรงเรียนกลางคันในขณะกำลังศึกษาอยู่ในช่วงชั้นใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับการรับรองผลการศึกษาของช่วงชั้นนั้น ให้มีการนำผลการเรียนรู้ที่ผ่านมาของผู้เรียนมาเทียบโอนเพื่อการจัดเข้าชั้นเรียนใหม่ ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แนวทางการจัดทำแผนการศึกษาของครอบครัว |
|
|
|
|
|
|
|
การจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือบ้านเรียน มีความแตกต่างไปจากการจัดการศึกษาอย่างในโรงเรียน |
|
|
|
เพราะเป็นการศึกษาทางเลือกที่สามารถเข้าถึงคุณลักษณะเฉพาะของตัวผู้เรียนแต่ละคน หลุดพ้นจากข้อจำกัดของชั้นเรียนขนาดใหญ่ที่มีผู้เรียนจำนวนมาก สามารถใช้โอกาสนี้ไปสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมี พัฒนาการตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ขึ้นมาได้ การศึกษาโดยครอบครัวจึงเป็นการจัดการศึกษาที่มีความหลากหลายมีความยืดหยุ่นอยู่ในตัวสูง ทั้งในทางเป้าหมายหรือมาตรฐานการเรียนรู้และรูปแบบกระบวนการในการจัดการเรียนรู้ การวัดประเมินผล โดยเป็นไปตามความแตกต่างทางสถานภาพของครอบครัวผู้จัดการศึกษา และลักษณะเฉพาะตัวของบุตรหลานผู้เรียน |
|
|
|
|
|
|
|
แนวคิดสำคัญ |
|
|
|
แนวคิดสำคัญที่ควรคำนึงถึง ในการจัดทำและพิจารณาความเหมาะสมของแผนการศึกษาของครอบครัว มีดังต่อไปนี้ ๑. แผนการศึกษาของครอบครัวที่ใช้ประกอบคำขออนุญาตจัดการศึกษา คือการที่ครอบครัวกำหนดหลักการ กรอบแนวทาง ในประเด็นที่มีความจำเป็นและสำคัญ ในแต่ละช่วงระยะของระดับการศึกษาที่จะจัดให้กับบุตร โดยการเลือกสรรกลั่นกรองอิงมาจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรโรงเรียนสาธิต หลักสูตรโรงเรียนเฉพาะทาง หลักสูตรของนานาประเทศ ฯลฯ หรือมาจากสิ่งที่เป็นนวัตวกรรมทางการศึกษาที่อาจยังไม่มีอยู่ในหลักสูตรใดๆ อย่างเป็นทางการก็ได้ นำมาปรับประยุกต์ร้อยเรียงขึ้นไว้เป็นกรอบชี้ทิศทางในการอำนวยการจัดการศึกษาของครอบครัว ทั้งนี้ โดยที่ไม่ขัดแย้งกับความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ ๒. แผนการศึกษาของครอบครัวเป็นแผนการศึกษาเฉพาะตัวผู้เรียนเป็นรายบุคคล การกำหนดเป้าหมาย สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ จึงวางอยู่บนพัฒนาการที่เป็นจริงของตัวผู้เรียน ตามธรรมชาตินิสัยในการเรียนรู้ (Learning Style) แววฉลาดหรือความถนัดความสนใจ (Multiple Intelligence) และอัตราเร่งในการพัฒนาของตัวเด็กเอง ๓. ในแผนการศึกษาของครอบครัวพ่อแม่จะมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้เป็นสำคัญ แผนการศึกษาของครอบครัวจึงควรสะท้อนให้เห็นในเชิงกระบวนการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก (มากกว่าการจัดตารางเรียนเป็นวิชาๆ ) ซึ่งมีทั้งเรื่องราวในบ้านและนอกบ้าน มีทั้งการเรียนรู้ที่ครอบครัวจัดขึ้นโดยเฉพาะและการเรียนรู้จากการเข้าร่วมกลุ่มที่มีมิติในเชิงสังคม การเรียนรู้จากสื่อ จากแหล่งเรียนรู้ จากการเดินทาง จากการสังสรรค์สันทนาการ จากกิจกรรมอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ จากงานอดิเรก เป็นต้น รูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัวทั่วไปจะมีลักษณะเป็นการศึกษานอกระบบผสมผสานกับการศึกษาตามอัธยาศัย มีบ้างที่ครอบครัวจัดแบบการศึกษาในระบบโดยการลงทะเรียนเรียนร่วมกับสถาบันการศึกษาที่มีโปรแกรมการศึกษาแบบ Home School (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ) ๔. การศึกษาโดยครอบครัวไม่ใช่การยกโรงเรียนไปไว้ที่บ้าน แต่เป็นระบบของการบูรณาการ สามารถเรียนรู้ได้จากวิถีชีวิตจริง จากทุกสถานที่ทุกเวลา กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันแปรให้เป็นการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น มุ่งให้โอกาสให้เด็กได้ทำในสิ่งที่สนใจเพื่อการค้นพบแล้วต่อยอดจากธรรมชาติและศักยภาพอันเป็นสภาพจริงของตัวเด็ก หลายๆ ครอบครัวจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการพัฒนาทักษะชีวิตและความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) ที่นำไปสู่คุณลักษณะของการเป็นผู้คิดเป็น คิดแก้ปัญหาได้ เรียนรู้เป็น มีทักษะเครื่องมือสำหรับการเข้าถึงความรู้ติดตัวไปตลอดชีวิต สร้างสรรค์เป็น เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย เกิดความสุขจากการได้กระทำภาวะที่ถูกต้องดีงาม ๕. แผนการศึกษาของครอบครัวไม่ใช่แผนประเภทยึดเอาไว้ตายตัวแก้ไขไม่ได้ แต่เป็นแผนที่มีชีวิตมีพลวัต มีการปรับปรุงพัฒนาเป็นระยะไปตามสภาพจริงของตัวเด็กและครอบครัว จากการที่การศึกษาในแบบของครอบครัวนี้จะมีธรรมชาติที่มีความอ่อนตัวแปรเปลี่ยนได้สูงมาก เช่น ครอบครัวอาจต้องโยกย้ายบ้านช่องหน้าที่การงาน เด็กผู้เรียนอาจอาจอยู่ระหว่างการปรับตัว มีอาการเจ็บป่วย หรืออาจพบภายหลังว่าสภาพความจริงต่างจากที่คาดการณ์ไว้เดิม เป็นต้น แผนการศึกษาของครอบครัวแต่ละระยะจึงควรที่จะวางไว้เป็นแนวทางในลักษณะที่ยืดหยุ่นได้ง่าย สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินการให้มีความเหมาะสมตรงกับสภาพที่เป็นจริงได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่ในสาระสำคัญแล้วไม่ได้ผิดไปจากกรอบแนวทางที่ได้เสนอขออนุญาตไว้ |
|
|
|
|
|
|
|
หัวข้อที่ควรระบุในแผน |
|
|
|
ตัวอย่างโครงสร้างหัวข้อที่ควรระบุไว้ในแผนการศึกษาของครอบครัว (๑) ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัว - ชื่อ-สกุล บิดา มารดา วุฒิการศึกษา/ประสบการณ์ อายุ อาชีพ ที่อยู่ - สาเหตุของการตัดสินใจจัดการศึกษาโดยครอบครัว (๒) ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน - ชื่อ-สกุล บุตร อายุ ประวัติการศึกษา - พัฒนาการ ความถนัดความสนใจ ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว (๓) หลักการ/แนวทางในการจัดการศึกษา - ระดับการศึกษาที่จะจัดในช่วงระยะปัจจุบัน (ก่อนประถม/ประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น/ มัธยมศึกษาตอนปลาย) - จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา/คุณลักษณะที่ประสงค์ - แนวทางในการจัดสาระการเรียนรู้ - แนวทางในการจัดกระบวนการ/กิจกรรมการเรียนรู้ (เช่น กิจกรรมในบ้าน-นอกบ้าน กิจกรรม ทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ กิจกรรมโครงงาน กิจกรรมงานอดิเรก/แววอาชีพ กิจกรรมทาง ศาสนา กิจกรรมอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ การเรียนรู้จากสื่อ การเรียนกับครูพิเศษ/ สถานศึกษา/สถานที่ที่มีการจัดสอนบางสาระ การร่วมกลุ่มเรียนรู้กับครอบครัวอื่นๆ เป็นต้น) - แนวทางการวัดและประเมินผล |
|